ข่าวเด่น
สรุปผลการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ วันที่ 8 กรกฎาคม 2557 เรื่อง โครงการบูรณาการงานบริการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ
การประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2557 ได้พิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสำนักงาน ก.พ.ร. คือ โครงการบูรณาการงานบริการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้แจ้งมติคณะรักษาความสงบแห่งชาติเรื่องดังกล่าวให้สำนักงาน ก.พ.ร. ทราบแล้ว ตามหนังสือ สลค. ที่ นร 0505/11412 ลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2557 โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ประชุมปรึกษา เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2557 ลงมติว่า
1) เห็นชอบในหลักการ ให้สำนักงาน ก.พ.ร. ดำเนินโครงการบูรณาการงานบริการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ให้รัฐสามารถให้บริการประชาชนและภาคธุรกิจเอกชนได้อย่างเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว มีช่องทางการบริการที่สะดวก ทันสมัย เพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความโปร่งใส รวมทั้งป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันของภาครัฐ ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
2) เพื่อให้การดำเนินการไม่เกิดความซ้ำซ้อน สามารถเขื่อมโยงข้อมูลและขั้นตอนการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ จึงมอบหมายให้ฝ่ายความมั่นคง ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและกระทรวงมหาดไทยรับไปพิจารณาร่วมกับสำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งรัดและกำกับการดำเนินการของหน่วยงานต่างๆ ในการให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินโครงการในส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการเสนอการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการบูรณาการข้อมูลและงานบริการภาครัฐด้วย
3) ในส่วนงบประมาณค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ ให้สำนักงาน ก.พ.ร. ดำเนินการตามความเห็นของสำนักงบประมาณและของคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐเพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2558สำหรับค่าใช้จ่ายที่จะใช้เงินส่วนที่เหลือจากเงินกู้ SAL ให้สำนักงาน ก.พ.ร. ดำเนินการตามขั้นตอนตามความเห็นของกระทรวงการคลัง
ความเห็นของสำนักงบประมาณ
1) ให้สำนักงาน ก.พ.ร. นำโครงการบูรณาการงานบริการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพไปพิจารณาบูรณาการร่วมกับการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อให้การดำเนินงานมีมาตรฐานและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สอดคล้องกับการมีโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยในการสร้างกลไกสู่การเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ โดยคำนึงถึงความเชื่อมโยงกับระบบต่างๆ ที่ได้มีการลงทุนไปแล้วด้วย เพื่อมิให้เกิดความซ้ำซ้อนกัน
2) ให้สำนักงาน ก.พ.ร. รับผิดชอบดำเนินการเฉพาะในส่วนที่เป็นภารกิจของหน่วยงาน เช่น การออกแบบและวางระบบงานบริการเพื่อให้เกิดการบูรณาการ ส่วนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศอื่นที่จำเป็น เห็นสมควรให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศในฐานะเจ้าภาพหลัก และหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในเรื่องดังกล่าวเป็นผู้รับผิดชอบ โดยขอให้ดำเนินการภายใต้โครงการบูรณาการงานบริการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพเท่าที่จำเป็นและเป็นไปโดยประหยัด ไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการที่หน่วยงานอื่นดำเนินการ เพื่อมิให้เกิดความสูญเสียจากการลงทุนซ้ำ
3) หากสำนักงาน ก.พ.ร. มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการในส่วนที่สอดคล้องกับหน้าที่ของหน่วยงาน ก็ให้จัดทำรายละเอียดแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณของโครงการบูรณาการงานบริการภาครัฐ ตามข้อ 2 พร้อมทั้งกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบให้ชัดเจน โดยเห็นสมควรให้ใช้จ่ายจากเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (Structural Adjustment Loan: SLA) ตามแผนปฏิรูประบบบริหารภาครัฐ ซึ่งมีวงเงินเหลืออยู่ จำนวน 1,090,700 บาท ทั้งนี้ ให้ดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนตามขั้นตอนของกระทรวงการคลังต่อไป
ทั้งนี้ การดำเนินโครงการบูรณาการงานบริการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพดังกล่าว มีลักษณะของการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐ จึงเห็นสมควรที่สำนักงาน ก.พ.ร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องปฏิบัติตามนัยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2557 เรื่อง หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐกรณีวงเงินงบประมาณในการจัดหาตั้งแต่ 100 ล้านขึ้นไปให้ถูกต้องครบถ้วนด้วย
ความเห็นของคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ
คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่าโครงการบูรณาการงานบริการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ มีเหตุผลความจำเป็นเหมาะสม เนื่องจากเป็นการดำเนินการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของส่วนราชการในการให้บริการภาครัฐ ซึ่งมีประโยชน์ต่อประชาชนและผู้ประกอบการ เห็นควรให้เสนอความต้องการไว้ในงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2558 ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2557 เรื่อง “หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติ การจัดหาคอมพิวเตอร์ของรัฐ” โดยให้คณะกรรมการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการและวงเงินก่อนส่งให้สำนักงบประมาณพิจารณา
ความเห็นของกระทรวงการคลัง
1) กระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่า โครงการบูรณาการงานบริการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพเป็นการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการของหน่วยงานราชการ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอันจะนำไปสู่การยกระดับงานบริการที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง จึงเห็นสมควรให้ความเห็นชอบโครงการตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ
2) ในส่วนของการใช้เงินกู้ SAL ที่จะใช้ดำเนินโครงการ จำนวน 1,090,000,000 บาท เห็นสมควรให้สำนักงาน ก.พ.ร. ขอความเห็นจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติในการใช้เงินกู้ SAL โดย
2.1) ขอใช้เงินส่วนที่เหลือจากโครงการส่งเสริมความเป็นเลิศในการให้บริการประชาชน จำนวน 301,500,000 บาท และเงินส่วนที่เหลือจากโครงการส่งเสริมและยกระดับธรรมาภิบาลในส่วนราชการ จำนวน 490,133,362 บาท รวมจำนวน 791,633,362 บาท
2.2) ขอยกเลิกโครงการที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ได้แก่
- โครงการทบทวนบทบาทและการโอนถ่ายภารกิจของภาครัฐให้ภาคส่วนอื่นๆ จำนวน 10,000,000 บาท
- โครงการส่งเสริมให้ภาคส่วนอื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารกิจการบ้านเมือง จำนวน 10,000,000 บาท
- โครงการจัดวางระบบความสัมพันธ์และประสานความร่วมมือระหว่างส่วนราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น จำนวน 10,000,000 บาท
- โครงการพัฒนาระบบบริหารงานแบบบูรณาการ จำนวน 60,000,000 บาท
- โครงการออกแบบและวางระบบบริหารราชการรูปแบบใหม่ จำนวน 10,000,000 บาท
- โครงการวัดระดับความเชื่อถือและไว้วางใจในการบริหารงานภาครัฐ จำนวน 10,000,000 บาท
ซึ่งมีวงเงินรวมกันทั้งสิ้น จำนวน 110,000,000 บาท และขอใช้เงินจำนวนดังกล่าวเพื่อดำเนินโครงการบูรณาการงานบริการให้มีประสิทธิภาพภาครัฐ
2.3) ขอใช้เงินส่วนที่เหลือที่ยังไม่มีภาระผูกพัน จำนวน 189,087,339.27 บาท เพื่อดำเนินโครงการบูรณาการงานบริการให้มีประสิทธิภาพภาครัฐ
3) ขอให้สำนักงาน ก.พ.ร. ดำเนินโครงการบูรณาการงานบริการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาตามแผนงานที่กำหนดไว้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงเกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยเมื่อสำนักงาน ก.พ.ร. ดำเนินโครงการแล้ว ให้แจ้งแผนการใช้เงินและรายงานผลการดำเนินงานให้กระทรวงการคลังทราบตามกำหนดเวลา ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะพิจารณาดำเนินการโอนเงินกู้ SAL ให้สำนักงาน ก.พ.ร. ตามแผนการใช้เงินและผลความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นจริงต่อไป
นฤมล (สลธ.) / จัดทำ
ข้อมูลจาก หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง